วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2558

การตั้งราคาและนโยบายและกลยุทธ์การตั้งราคา



การตั้งราคาและนโยบายและกลยุทธ์การตั้งราคา

        ราคา (Price) หมายถึง มูลค่าของสินค้าหรือบริการที่สามรถวัดได้โดยรูปของจำนวนเงิน เพื่อก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนหรือโอนย้ายกรรมสิทธิในสินค้าและบริการ

วัตถุประสงค์ในการตั้งราคา
   1. เพื่อผลตอบแทนในรูปของกำไร (profit oriented objectives)
        - กำไรตามเป้าหมายที่กำหนด
        - กำไรสูงสุด
        - กำไรในระดับที่พอใจ
   2. เพื่อทำให้เกิดยอดขายเพิ่มมากขึ้น (Sales oriented objective)
        - การเพิ่มปริมาณการขาย
        - การเพิ่มส่วนครองตลาด
   3. เพื่อรักษาสถานะให้อยู่คงเดิม (Status quo objective)

ความสำคัญของราคา
       1. เกิดรายได้จากการขาย
       2. เกิดกำไร
       3. ขยายกิจการ
       4. เพิ่มการผลิต/จ้างงานเพิ่ม
       5. ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจด้านราคา
    1. ปัจจัยภายใน (Internal Factors)
        1.1 เป้าหมายและวัตถุประสงค์ขององค์กร
        1.2 ต้นทุน
        1.3 ลักษณะของผลิตภัณฑ์
        1.4 วงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์

    2. ปัจจัยภายนอก (External Factors)
        2.1 วัตถุดิบ
        2.2 ความยืดหยุ่นของอุปสงค์
        2.3 การแข่งขัน
             - แบบสมบูรณ์
             - แบบผูกขาด
             - แบบกึ่งผูกขาด
             - แบบผู้ประกอบการน้อยราย
        2.4 ความต้องการทางด้านจิตวิทยา
        2.5 สภาพเศรษฐกิจ
        2.6 บทบาทของกฎหมายและรัฐบาล


นโยบายการตั้งราคา
1. การตั้งราคาเดียวและหลายราคา (One price and variable price policies)
2. การตั้งราคาสูงและราคาต่ำ (Skimming and Penetration Price Policies)
     2.1 การตั้งราคาสูง (Skimming Prices)
         - สินค้าใหม่
         - ผลิตไม่เพียงพอ
         - ผู้ผลิตเป็นผู้ขายแบบ Monopoly
     2.2 การตั้งราคาต่ำ (Penetration Prices)
        - เพื่อ Market share สูงสุด
        - เพื่อสกัดกั้นคู่แข่ง

3. การตั้งราคาตามหลักจิตวิทยา (Psychological Price Policies)
     3.1 ประเภทเลขขี่ (Odd number)
     3.2 แบบล่อใจ (Profit leader)
     3.3 เป็นกลุ่มสินค้า (Price lining)
     3.4 สินค้าที่แสดงถึงชื่อเสียง
     3.5 ตามความเคยชิน (Customary pricing)

4. การตั้งตามระดับราคา (Price Level Policies)

5. การให้ส่วนลดและส่วนยอมให้ (Discount and Allowances Price Policies)
     5.1 ส่วนลดปริมาณ (Quantity discount)
        - แบบสะสม
        - แบบไม่สะสม
     5.2 ส่วนลดการค้า (Trade discount)
     5.3 ส่วนลดเงินสด (Cash discount)
     5.4 ส่วนลดตามฤดูการ (Seasonal discount)
     5.5 ส่วนยอมให้สำหรับการส่งเสริมการขาย (Promotion allowances)
     5.6 ส่วนยอมให้สำหรับการโฆษณา (Advertising allowances)
     5.7 ส่วนยอมให้โดยการนำเอาสินค้าเก่ามาแลก (Trade - in allowances)

6. ตามหลักภูมิศาสตร์ (Geographic Price Policies)
     6.1 การตั้งราคาเท่ากันในอาณาเขตเดียวกัน (Zone delivered pricing)
     6.2 การตั้งราคาส่งมอบราคาเดียว
     6.3 การตั้งราคาแบบ F.O.B
        - F.O.B. Seller's plant
        - F.O.B. Buyer's plant
     6.4 การตั้งราคา ณ จุดฐาน
        - Phantom Freight
        - Freight Absorption


โมเดลแสดงการโต้ตอบทางด้านราคาเมื่อคู่แข่งชิงตัดราคาก่อน






















สถานที่ ช่องทางการจัดจำหน่าย และการกระจายสินค้า



สถานที่ ช่องทางการจัดจำหน่าย และการกระจายสินค้า
 (Place Channel of Distribution)

       ช่องทางการจัดจำหน่าย หมายถึง กลุ่มองค์กรอิสระที่ช่วยอำนวยการขนย้ายแลกเปลี่ยนสินค้าจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค หรือผู้ใช้ทางอุตสาหกรรม

ผู้มีส่วนร่วมในช่องทางจัดจำหน่าย
1. ผู้มีส่วนร่วมที่เป็นสมาชิก คือผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ซื้อและขายร่วมทางการโอนกรรมสิทธิ์สินค้า
     1.1 พ่อค้าคนกลาง มีกรรมสิทธิ์/ ค้าปลีก/ ค้าส่ง
     1.2 ตัวแทนคนกลาง ไม่มีกรรมสิทธิ์/ นายหน้า

2. ผู้มีส่วนร่วมที่ไม่เป็นสมาชิก คือผู้มีหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกและสนับสนุนกลุ่มที่ 1 เช่นธนาคาร บริษัทโฆษณา บริษัทวิจัย

ประโยชน์ของคนกลาง
     1. ความชำนาญเฉพาะด้านและหลักการแบ่งงานกันทำ
     2. ขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำ เช่น ความเหลื่อมล้ำในปริมาณสินค้า ความเหลื่อมล้ำในสถานที่ ความเหลื่อมล้ำเลื่อนเวลา และความเหลื่อมล้ำของกลุ่มสินค้า
     3. ประสิทธิภาพในการติดต่อ

หน้าที่ในช่องทางการจัดจำหน่าย
     1. หน้าที่ทำการวิจัย
     2. หน้าที่ด้านการส่งเสริมการตลาด
     3. หน้าที่ด้านการติดต่อ
     4. การคัดเลือกและการจัดสรรสินค้า
        - การคัดเลือกและรวบรวม
        - การรวบรวม
        - หน้าที่จะสร้าง
        - การสร้างส่วนผสมของสินค้า

โครงสร้างของช่องทางการจัดจำหน่าย
     1. ช่องทางจำหน่ายสินค้าบริโภค
     2. ช่องทางจำหน่ายสินค้าอุตสาหกรรม

การออกแบบช่องทางการจัดจำหน่าย
1. ระบุความจำเป็นที่ต้องออกแบบ
     1.1 ผลิตภัณฑ์ใหม่หรือพัฒนาสายผลิตภัณฑ์ใหม่
     1.2 ผลิตภัณฑ์เดิมกลุ่มเป้าหมายใหม่
     1.3 มีการเปลี่ยนแปลง 4 P's
     1.4 ตั้งกิจการใหม่หรือมีการรวมกิจการ
     1.5 คนกลางในช่องทางเดิมที่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย
     1.6 เกิดความขัดแย้งหรือปัญหาด้านพฤติกรรม
     1.7 ขยายพื้นที่การขาย
     1.8 การเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ
     1.9 ตรวจสอบและประเมินช่องทางการจัดจำหน่ายเดิม
2. ตั้งวัตถุประสงค์ของช่องทาง
3. กำหนดงานและหน้าที่ในช่องทาง
4. การพัฒนาโครงสร้างช่องทางที่จะเป็นไปได้
     4.1 จำนวนระดับ
     4.2 ความหนาแน่นในแต่ละระดับ
        4.2.1 การจัดจำหน่ายอย่างทั่วถึง
             - Convenience Good
             - Industrial Supplies
        4.2.2 การจัดจำหน่ายเลือกสรร
            - Shopping Goods
        4.2.3 การจัดจำหน่ายผูกขาด
            - Specialty Goods
     4.3 ชนิดของคนกลาง

การประเมินและการเลือกช่องทาง
1. ปัจจัยด้านการตลาด
        1.1 ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของตลาด
        1.2 ขนาดของตลาด
        1.3 ความหนาแน่นของตลาด
        1.4 พฤติกรรมของตลาด
2. ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์
        2.1 ขนาดและน้ำหนัก
        2.2 ความหนาวเสียง่าย
        2.3 มูลค่าต่อหน่วยสินค้า
        2.4 ระดับความเป็นมาตรฐานของสินค้า
        2.5 ลักษณะทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์
3. ปัจจัยด้านบริษัท
        3.1 ฐานะการเงินของบริษัท
        3.2 ความชำนาญด้านการบริหาร
        3.3 ความต้องการที่จะควบคุมช่องทางการจัดจำหน่าย
4. ปัจจัยด้านคนกลาง
        4.1 ความสามารถในการหาคนกลางที่ต้องการ
        4.2 ต้นทุน
        4.3 การให้บริการ
6. การเลือกโครงสร้างช่องทางที่ดีที่สุด
7. การคัดเลือกสมาชิกช่องทาง
       7.1 การค้นหาสมาชิกช่องทางที่คาดหวัง
       7.2 เกณฑ์ในการเลือก
       7.3 การชักจูงเพื่อให้เป็นสมาชิก

การค้าส่ง
ประเภทของการค้าส่งแบ่งได้ 3 กลุ่มใหญ่
1. ธุรกิจค้าส่งที่ผู้ผลิตเอง
        1.1 สาขาการขายของผู้ผลิต/ มี Stock
        1.2 สำนักงานขายของผู้ผลิต/ ไม่มี Stock
2. ธุรกิจค้าส่งที่ผู้ผลิตไม่ได้ทำเอง
        2.1 คนกลางที่ไม่มีสิทธิ์ในสินค้า เช่น นายหน้า ตัวแทนผู้ผลิต พ่อค่านายหน้า และตัวแทนขาย
        2.2 พ่อค้าส่งที่เป็นพ่อค้า
             2.2.1 ผู้ค้าส่งให้บริการครบวงจร
                   - ผู้ค้าส่งสินค้าทั่วไป
                   - ผู้ค้าส่งเฉพาะสายผลิตภัณฑ์
                   - ผู้ค้าส่งสินค้าเฉพาะอย่าง
                   - ผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุตสาหกรรม




















วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2558

พฤติกรรมผู้บริโภค


พฤติกรรมผู้บริโภค

พฤติกรรมผู้บริโภค หมายถึง กระบวนการตัดสินใจ ซึ่งจะเป็นการปฏิบัติที่จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการซื้อและการใช้สินค้า และ/หรือบริการต่างๆ

ประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค คือ
    - ประโยชน์ต่อการจัดการบริการตลาด
    - ประโยชน์ที่สามารถชี้แนวทางไปสู่โอกาสทางการตลาดใหม่ๆ
    - ประโยชน์ต่อการเลือกส่วนแบ่งตลาด
    - ประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านกลยุทธ์
    - ประโยชน์ของการปรับปรุงกิจการร้านค้าปลีก

การศึกษาพฤติกรรมศาสตร์เป็นวิธีเดียวที่ช่วยให้รู้เรื่องราวของพฤติกรรมผู้บริโภค
        Steuart Henderson Britt: P.89
    1. พฤติกรรมผู้บริโภคนำเอาความรู้หลายๆสาขามารวมกัน
    2. พฤติกรรมศาสตร์ประกอบด้วยจิตวิทยา, สังคมวิทยา, มานุษยวิทยาและสาขาย่อยๆอื่นๆ

ปัจจัยภายใน
1.การจูงใจ
2.การรับรู้
3.การเรียบรู้
4.บุคลิกภาพ
5.ทัศนติ

การจูงใจ (Motivation) หมายถึง แรงผลักดัน ความมุ่งประสงค์หรือความต้งการ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของพฤติกรรม
สิ่งจูงใจ(Motives) เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมต่างๆ

การรับรู้ (Perception) หมายถึง กระบวนการในการที่บุคคล เลือกสรร จัดระเบียบ และตีความ เพื่อสร้างภาพที่มีความหมายออกมา

การเรียนรู้ (Learning) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลอันเกิดขึ้นจากประสบการณ์

ปัจจัยภายนอก
1.กลุ่มอ้างอิง
2.ชั้นทางสังคม
3.ครอบครัว
4.วัฒนธรรม

กระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
1.ผู้ริเริ่ม
2.ผู้มีอิทธิพล
3.ผู้ตัดสินใจ
4.ผู้ซื้อ
5.ผู้ใช้

ขั้นตอนในการตัดสินใจซื้อ
1.การรับรู้ถึงความต้องการ (Need recognition) เกิดจากผู้ซื้อเริ่มรับรู้ถึงความต้องการ และเริ่มตระหนักถึงปัญหาหรือความจำเป็น ซึ่งอาจจะได้รับจากสิ่งกระตุ้นภายในพื้นฐานของแต่ละบุคคล ความต้องการนั้นอาจได้รับสิ่งกระตุ้นภายนอกด้วย เช่น จากการโฆษณาหรือจากการสนทนากับเพื่อน เป็นต้น
2.การค้นหาข้อมูล (Information search) ผู้บริโภคอาจค้นหาหรือไม่ค้นหาข้อมูลก็ได้ ถ้าหากมีแรงกระตุ้นมากผู้บริโภคอาจจะซื้อทันที
3.การประเมินผลทางเลือก (Evaluation of alternatives)
    3.1 พิจารณาคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์
    3.2 พิจารณาถึงความเชื่อถือตรายี่ห้อของผลิตภัณฑ์
    3.3 พิจารณาถึงอรรถประโยชน์ที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์
4.การตัดสินใจซื้อ (Purchase decision) ผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้อยี่ห้อที่ต้นเองชอบมากที่สุด แต่ก็อาจเกิดปัจจัยสองปัจจัยเข้ามาแทรกระหว่าง ความตั้งใจที่จะซื้อกับการตัดสินใจซื้อ ปัจจัยแรกคือ ทัศนคติจากคนอื่นๆ ปัจจัยที่สองคือ ปัจจัยเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ไม่ได้คาดหวังมาก่อน
5.พฤติกรรมภายหลังการซื้อ (Post purchase behavior) ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างความคาดหวังของผู้บริโภคและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ ถ้าประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ต่ำกว่าที่คสดหวังไว้ ผู้บริโภคก็จะผิดหวัง











การวิจัยตลาด

การวิจัยตลาด

การวิจัยตลาด หมายถึง การรวบรวม บันทึก และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดของสินค้าและบริการต่างๆ อย่างมีระเบียบแบบแผน

ประเภทของการวิจัยตลาด
     1. การวิจัยผู้บริโภค (Consumer Research) เป็นการวิจัยที่สำคัญที่สุด
          1.1 ใครเป็นผู้ใช้
          1.2 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ใช้
          1.3 ทำไมผู้บริโภคจึงซื้อ
          1.4 ผู้ซื้อซื้อไปทำอะไร
          1.5 วิเคราะห์ถึงจำนวนที่ใช้ในแต่ละครั้ง
          1.6 วิเคราะห์ถึงจำนวนที่ซื้อ
          1.7 อุปนิสัย
          1.8 สานที่ที่ซื้อ
          1.9 ความจงรักภักดีในตรายี่ห้อ
          1.10 ศึกษาสภาพทางภูมิศาสตร์
          1.11 สถานะทางเศรษฐกิจ
     2. การวิจัยผลิตภัณฑ์ (Product Research) ศึกษาถึงความต้องการของผู้บริโภคต่อ
          2.1 การยอมรับผลิตภัณฑ์ใหม่
          2.2 การศึกษาสินค้าของคู่แข่งขัน
          2.3 การทดสอบผลิตภัณฑ์ปัจจุบัน
          2.4 การวิจัยการบรรจุหีบห่อ
     3.การวิจัยราคา (Pricing Research)
     4.การวิจัยการโฆษณา (Advertising Research)
         4.1 การวิจัยสาระทางโฆษณา
         4.2 การวิจัยสื่อทางโฆษณา
               4.2.1 ขอบเขตของการเข้าถึง
               4.2.2 ความถี่ในการโฆษณา
               4.2.3 ผลกระทบ
         4.3 การวิจัยประสิทธิผลทางโฆษณา
     5.การวิจัยการขาย (Sales Research)
         5.1 การวิจัยช่องทางการจัดจำหน่าย
         5.2 การวิจัยองค์การฝ่ายขายและการปฏิบัติงานการขาย
         5.3 การวิจัยเกี่ยวกับเขตการขาย
         5.4 การวิเคราะห์วิธีการขายในปัจจุบัน
         5.5 การวิจัยเกี่ยวกับพนักงานขาย
         5.6 การวิเคราะห์การพยากรณ์การขาย

กระบวนการวิจัยตลาด (The Marketing Research Process)
1. การกำหนดปัญหาและวัตถุประสงค์
- ต้องกำหนดปัญหาให้ถูกต้อง
- การมองปัญหาของผู้บริหารต่างระดับจะแตกต่างกัน
- การกำหนดปัญหาต้องชัดเจน แน่นอน ไม่คลุมเครือ

2. การพัฒนาแผนการวิจัย
- ต้องกระทำอย่างระมัดระวัง
- ใช้วิธีการวิจัยที่เหมาะสม
          ประเภทของการวิจัย
             1.การวิจัยเชิงสำรวจ
             2.การวิัจัยเชิงพรรณนา
             3.การวิจัยเชิงเหตุผล

3.การรวบรวมข้อมูล
      1.ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) เป็นข้อมูลที่ถูกเก็บขึ้นครั้งแรก สำหรับวัตถุประสงค์และปัญหาของเราโดยเฉพาะ แนวทางในการวิจัยได้แก่
      การรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ
           1. โดยการสังเกต (Observation) สังเกตบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยการกระทำ และสถารการณ์
               - โดยใช้บุคคล
               - โดยใช้เครื่องมือ
          2. โดยใช้กรณีตัวอย่าง (Case study)
          3. โดยใช้การทดลอง (Experimentation) เหมาะกับการรวบรวมข้อมูลที่เป็นเชิงเหตุผล
              - ตัวแปรอิสระ (Independent variable)
              - ตัวแปรตาม (Dependent variable)
          4. โดยใช้วิธีการสำรวจภาคสนาม (Survey) มีความยืดหยุ่น สามารถนำไปใช้ในการศึกษาข้อมูลที่หลากหลายในสถานการณ์ที่แตกต่าง ช่วยระบุปัญหาการตลาดหรือสิ่งที่ต้องการตัดสินใจ เช่น
              - โดยพนักงานสัมภาษณ์
              - ทางโทรศัพย์ทางไปรษณีย์

      2.ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary) เป็นข้อมูลที่ถูกเก็บรวบรวมไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อวัตถุประสงค์อื่น มากกว่าปัญหาของเราโดยเฉพาะซึ่งได้จาก
               - จากแหล่งภายใน
               - จากแหล่งภายนอก

4. การประมาลผล และแปรความหมายข้อมูล 
           1. การตรวจสอบข้อมูล (Editing)
           2. การแบ่งหมวดข้อมูล (Classifying)
           3. การลงรหัสข้อมูล (Coding)
           4. การจัดข้อมูลเข้าตาราง (Tabulating)

5. การจัดเตรียมรายงานและการนำเสนอ
             - การนำเสนอด้วยปากเปล่า
             - การนำเสนอเป็นลายลักษณ์

6. การติดตามผลงานวิจัย

การวิจัยการตลาดระหว่างประเทศ 
       การวิจัยการตลาดระหว่างประเทศมีขั้นตอนเช่นเดียวกับการวิจัยการตลาดในประเทศ ขณะที่นักวิจัยในประเทศจะต้องศึกษาตลาดที่มีองค์ประกอบภายในเหมือนกัน แต่นักวิจัยระหว่างประเทศจะต้องศึกษาตลาดที่มีองค์ประกอบแตกต่างในแต่ละประเทศ ซึ่งจะแตกต่างกันมากในเรื่อง วัฒนธรรม ประเพณี ระดับการพัฒนาเศรษฐกิจและรูปแบบการซื้อสินค้า

















Integrated marketing model. Mr. Suthee lovalek. 58560271. DBA07.SPU


Integrated marketing model


จากรูป อธิบายได้ว่า ระบบการสนับสนุนการตัดสินใจ การสื่อสารแบบบูรณาการ และส่วนผสมทางการตลาดทั้ง 3 Latent ส่งผลให้เกิดเป็นทฤษฎีทางการตลาด(Theory Marketing) จากนั้นทฤษฎีทางการตลาดส่งผลให้เกิดเป็นผลการดำเนินงาน(Performance) ซึ่งแบ่งออกเป็นผลทางด้านการเงิน(Financial Result)และความพึงพอใจของลูกค้า(Customer satisfaction)












จากรูป อธิบายได้ว่า เป็น Model ที่ศึกษาพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคทางอินเตอร์เน็ต โดยเป็นการรวมโมเดลของ Kottler เรื่อง Marketing System และส่วนปะสมทางการตลาด กับส่วนผสมทางการตลาดของอุตสาหกรรมอินเตอร์เน็ต  ที่ส่งผลทางอ้อมต่อพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคทางอินเตอร์เน็ต  โดยผ่านทางความคาดหวังของลูกค้าต่อผลิตภัณฑ์ และประสบการณ์ของลูกค้าในการใช้ผลิตภัณฑ์ และส่งผลทางตรงจากส่วนประสมทางการตลาดไปสู่พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคทางอินเตอร์เน็ต














จากรูป อธิบายได้ว่าจาก Model มีตัวแปรจำนวน 5 ตัวแปร ที่มีความสัมพันธ์กับคน (Human) ประกอบด้วย
1.       Vehicle Access & Information
2.       Advertising Access
3.       Consumer Reaction
4.       Acquisition Experience
5.       Brand Meaning
พบว่าคน (Human) มีอิทธิพลต่อการการปรับกลยุทธ์ในการส่งเสริมการตลาด (Promotion Adaptation) ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อการดำเนินการด้านการส่งออกโดยจะมีประสบการณ์ด้านการต่างประเทศ(International Experience) มาเป็นตัวแปรร่วมที่ส่งเสริมให้การดำเนินการด้านการส่งออกมีความสมบูรณ์มากขึ้น
พบว่าคน (Human) มีอิทธิพลต่อแบรนด์ที่ผู้บริโภคเลือกใช้ (Consumer – Brand  Identification) ก็จะส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์ที่มีคุณภาพกับผู้บริโภค (Consumer – Brand Relationship Quality) โดยที่  Consumer – Brand  Identification และ Consumer – Brand Relationship Quality จะมีอิทธิพลต่อผลลัพธ์ (Outcome) ที่ตามมา และ Outcome จะมีความสัมพันธ์กับการปรับกลยุทธ์ในการส่งเสริมการตลาด (Promotion  Adaptation) ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อการดำเนินการด้านการส่งออก โดยจะมี International Experience (ประสบการณ์ด้านการต่างประเทศ) มาเป็นตัวแปรร่วมที่ส่งเสริมให้การดำเนินการด้านการส่งออกมีความสมบูรณ์มากขึ้น







จากรูป อธิบายได้ว่า คุณค่า มาตรฐานทางสังคม ปัจเจกบุคคล ความสามารถ แรงจูงใจ(Motivation) และโอกาส ประสบการณ์และลักษณะการดำเนินชีวิตนั้น มีผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค(Behavior)









จากรูป อธิบายได้ว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อขององค์กรมาจากกระบวนการในการตัดสินใจซื้อ (Buying decision process) ซึ่งแบ่งเป็นการตัดสินใจของกลุ่ม และของส่วนบุคคล โดยองค์กร(Organization) จะมีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อ(Buying decision process) และการกำหนดปัจจัยการซื้อขององค์กรได้รับผลมาจากปัจจัย
สิ่งแวดล้อมภายนอก(Environmental factors)









จากรูป อธิบายได้ว่า
เมื่อองค์การเกิดความต้องการ ต้องดำเนินการหาข้อมูล
แล้วนำข้อมูลมาประเมินผล แล้วจึงทำการตัดสินใจ ในการตัดสินใจมีปัจจัยแทรกซ้อนคือ
        1. ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม เช่น ลักษณะทางกายภาพ เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคม
        2. ปัจจัยการรับรู้ข้อมูลที่บิดเบือน ที่มีผลมาจากปัจจัยเฉพาะเจาะจงของผลิตภัณฑ์ ที่อาจมาจาก ความกดดันจากระยะเวลา การรับรู้เกี่ยวกับความเสี่ยง และรูปแบบในการจัดซื้อ ทั้งหมดเป็นปัจจัยแทรกซ้อนในการตัดสินใจ เมื่อทำการตัดสิน ก็มาจากการตัดสินใจด้วยตัวเอง และการตัดสินใจร่วมกัน เมื่อมีการตัดสินใจร่วมกันก็ทำให้เกิดความขัดแย้งต้องมีการแก้ไขปัญหามีการต่อรองกัน เมื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ก็มีการตัดสินใจ และซื้อสินค้าในที่สุด



จากรูป อธิบายได้ว่า คุณภาพของสินค้า(Product Quality) ส่งผลต่อราคา(Price) กล่าวคือ หากสินค้ามีคุณภาพก็จะทำให้ลูกค้า เกิดความพึงพอใจก็จะเกิดการซื้อเป็นราคา การโฆษณา(Advertising) ส่งผลต่อราคา(Price) หากมีการทำโฆษณาสินค้าก็จะเป็นที่รู้จักแก่ลูกค้า ยิ่งโฆษณามากก็ยิ่งจะเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามาก และการโฆษณาส่งผลต่อการรับรู้(Perception) เมื่อเกิดการรับรู้ก็จะส่งผลต่อความตั้งใจซื้อของลูกค้า และความตั้งใจซื้อก็จะส่งผลต่อความยินดีที่จะจ่ายเงินของลูกค้า และส่งผลให้เกิดกำไรในที่สุด







จากรูป อธิบายได้ว่า ราคา  จะมีความสัมพันธ์กับสิ่งรอบๆตัวที่มีปัจจัยมาจากสิ่งแวดล้อมภายในและสิ่งแวดล้อมภายนอก  ที่มีผลทางตรงและทางอ้อมในการกำหนดราคาสินค้า และมีผลในการซื้อสินค้าของผู้บริโภค ปัจจัยสำคัญในการรับรู้ราคาและความสามารถซื้อ เกิดจากองค์ประกอบ 3 อย่างด้วยกันคือ อายุ รายได้ และอาชีพ





จากรูป อธิบายได้ว่า
1.ความภักดีของลูกค้าที่มีต่อผลิตภํณฑ์ (Customer Loyalty) เป็นผลที่เกิดจากความพอใจที่ลูกค้ามีต่อผลิตภัณฑ์ (Product Satisfaction) ที่เกิดจาก คุณภาพของสินค้า (Quality of Product) และ คุณภาพของการบริการลูกค้า (Customer Service Quality)
2.การเพิ่มราคาสินค้า (Product Value’s Upgrading) เป็นผลที่เกิดจากความพอใจที่ลูกค้ามีต่อผลิตภัณฑ์ (Product Satisfaction) และความแตกต่างของตัวผลิตภัณฑ์ (Product Differentiation)
3.คุณภาพของสินค้า (Quality of Product) เป็นผลที่เกิดจากปัจจัยหลายประการที่เป็นตัวกำหนดคุณภาพของสินค้า (The factors forming quality product requirements) ซึ่งอาจมีน้ำหนักในแต่ละปัจจัยไม่เท่ากัน
4.ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดมาตรฐานความต้องการของผลิตภัณฑ์ (Standardization Requirements) เป็นผลที่เกิดจากข้อมูล(Output) ที่เกิดจากกระบวนการตัดสินใจผลิตสินค้า (Decision Making Model)
5.ความแตกต่างของตัวผลิตภัณฑ์ (Product Differentiation) อาจเป็นผลจากกระบวนการตาม Customer-Based Brand Equity Model โดยที่ต้องมีการศึกษาวิจัยอีก










จากรูป อธิบายได้ว่า
ผลิตภัณฑ์จะมีคุณค่าทางการตลาดมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความภักดีต่อตราสินค้าของผู้บริโภค ดังนั้นปัจจัยที่จะวัดคุณค่าทางการตลาดคือความภักดีต่อตราสินค้าซึ่งถูกส่งผ่านมาจากกการที่ลูกค้ามีความยินดีหรือตั้งใจที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ โดยมีปัจจัยหลายๆปัจจัยที่ส่งผลหรือทำให้เกิดการยินดีหรือตั้งใจที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ของลูกค้า ได้แก่
1. ความผูกพันต่อตราสินค้า (Brand relationship) โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อตราสินค้า ประกอบด้วย 3 ปัจจัย ได้แก่
 - บุคลิกภาพของตราสินค้า เป็นการบ่งบอกตัวตนของสินค้า เช่น แสดงความเร้าใจ แสดงความ         
  หรูหรา แสดงความล้ำสมัย เป็นต้น
 - ความเชื่อใจและความไว้ใจในตราสินค้า
 - ความโดดเด่นของตราสินค้า เช่น ด้านความปลอดภัย ด้านความอบอุ่น ด้านความอ่อนโยน            
 2. การกระจายการลงทุนในผลิตภัณฑ์ (Product Diversification) ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการกระจายการลงทุนผลิตภัณฑ์ที่จะต้องคำนึงถึง คือ มิติทางด้านวัฒนธรรม 4 ด้าน ของ กีร์ท ฮอฟสตี (Geert Hofstede) ประกอบด้วย
1. Individualism/collectivism  เป็นค่านิยมความเป็นปัจเจกบุคคล อยู่คนเดียวได้ หรือนิยมอยู่รวมกัน ดูแลซึ่งกันและกัน รักษาผลประโยชน์ของกลุ่ม
2. Uncertainly avoidance  หากมีการหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนสูง แสดงว่าผู้คนชอบความแน่นอนและคล้อยตามกัน หากมีการหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนต่ำ แสดงว่าผู้คนทนกับความไม่แน่นอนได้
3. Power distance  การมีระยะห่างระหว่างอำนาจมาก หมายถึง ผู้คนยอมรับความไม่เท่าเทียมกันในอำนาจ การมีระยะห่างระหว่างอำนาจน้อย หมายถึง ผู้คนยอมรับความเสมอภาคเท่าเทียมกัน
4. Masculinity Vs. Femininity การให้ความสำคัญกับความเป็นเพศชาย – ความเป็นเพศหญิง
ซึ่งมิติทางด้านวัฒนธรรมทั้ง 4 ด้าน จะส่งผลต่อการกระจายการลงทุนในผลิตภัณฑ์โดยตรง แต่ยังมีปัจจัยที่แทรกเข้ามาและส่งผลต่อการกระจายการลงทุนในผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ความเป็นโลกาภิวัฒน์ทางเศรษฐกิจ  ประกอบด้วย กระแสเศรษฐกิจที่เกิดจริง ข้อจำกัดต่างๆ การติดต่อส่วนบุคคล กระแสข้อมูลข่าวสาร และความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม
3. การประเมินผลิตภัณฑ์ (Product Evaluation) โดยมี 2 ปัจจัยหลักที่ส่งผลโดยตรง คือ ภาพลักษณ์ของประเทศหรือเมืองหรือชุมชนนั้น ๆ กับ ภาพลักษณ์ของตราสินค้า ภาพลักษณ์ของประเทศหรือเมืองหรือชุมชนจะถูกวัดโดยมิติหลาย ๆ มิติ เช่น ความร่ำรวย ระดับการศึกษา ความมั่นคง เป็นต้น ภาพลักษณ์ของประเทศหรือเมืองหรือชุมชนจะส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของตราสินค้า ซึ่งตราสินค้าก็จะถูกวัดโดยมิติต่าง ๆ เช่นกัน เช่น ราคาย่อมเยา การใช้เทคโนโลยี ความหรูหรา ความสวยงาม เป็นต้น เพราะฉะนั้นทั้งภาพลักษณ์ของประเทศและภาพลักษณ์ของตราสินค้าจะส่งผลโดยตรงต่อการประเมินผลิตภัณฑ์
4. ระบบสินค้าและบริการ (Product-Service system) คือ การนำเสนอการบริการเพื่อสร้างคุณค่าร่วมในผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้า ที่มีปัจจัยการสนับสนุนระบบในการส่งมอบคุณค่า และข้อเสนอมูลค่าโดยการเน้นที่ตัวผลิตภัณฑ์ เน้นประโยชน์การใช้สอย และเน้นผลลัพธ์ที่ได้รับเกิดจากการจากการใช้งาน โดยปัจจัยสนับสนุนในความต้องการในตัวสินค้าบริการ ได้แก่ ความต้องการทางด้านเทคนิค ด้านความยั่งยืน และด้านความต้องการของตลาดที่จะก่อให้เกิด product service system  และนอกจากนี้ยังต้องอาศัยระบบการทำงานที่จะส่งผลต่อ product service system ซึ่งประกอบด้วย 2 ระบบ ได้แก่ ระบบการบริการที่มีปัจจัยในการส่งมอบคุณค่าเป็นตัวผลิตภัณฑ์หลัก (Core product )และการบริการภิวัฒน์ (servitization) ซึ่งเป็นการสร้างความแตกต่างในการขายสินค้าให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ  (เช่น การบริการหลังการขาย การรับประกันสินค้า เป็นต้น) กับระบบข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศ ซึ่งมีระบบคอมพิวเตอร์ (computer system)และระบบคน (Human system) เป็นปัจจัยช่วยในการส่งมอบคุณค่า
5. ความแตกต่างของทัศนคติที่มีต่อผลิตภัณฑ์ (Differing attitude) ปัจจัยหลักที่ส่งผลโดยตรงที่ทำให้เกิดความแตกต่างของทัศนคติที่มีต่อผลิตภัณฑ์กัน 3 ด้าน ได้แก่
5.1 ด้านลักษณะของผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย คุณลักษณะ การใช้ประโยชน์ อายุการใช้งาน ความสัมพันธ์กับการใช้งานและความสุนทรี
5.2 ด้านสรีรวิทยาและจิตใจ ประกอบด้วย คุณค่าทางด้านร่างกาย ความเป็นเอกลักษณ์ทางจิตใจ สัญลักษณ์ที่แสดงฐานะ และความพึงพอใจทางด้านจิตวิทยา

5.3 ด้านเป้าหมายของชีวิต ประกอบด้วย อัตลักษณ์หรือความเป็นตัวตนส่วนบุคคล ความต้องการความปลอดภัย การให้รางวัลตนเองหรือการตอบสนองความพึงพอใจของตนเอง ความต้องการมีตัวตนในสังคมและความต้องการตามลักษณะเด่นตามสัญชาตญาณ







จากรูป อธิบายได้ว่า การโฆษณาการตลาดต่างประเทศ ประกอบด้วย
       1.ผู้ส่ง เป็นบริษัท หรือ เอเจนซี่
       2.การใช้สื่อสารสนเทศ
          -ความยาวของสื่อโฆษณา ซึ่งสามารถบ่งบอกได้ถึงความเชื่อมั่นในโฆษณา แรงจูงใจของการสื่อโฆษณามีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อของผู้บริโภค
          -การรับรู้ต้นทุนโฆษณา
       3.การเลือกช่องทางการสื่อสารโฆษณา ได้แก่
          -Rich channel
          -Lean Channel
          ในการเลือกสื่อสองทางนี้จะต้องใช้ผู้สื่อสารที่มีประสบการณ์ เพื่อให้เกิดการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ










จากรูป อธิบายได้ว่า ผู้ผลิตสินค้า (ผู้ส่งสาร) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากตัวสินค้า องค์กร/การควบคุม สภาพแวดล้อมการแข่งขัน จะทำการส่งสารด้วยการโฆษณา (ข้อความ) ภายใต้การข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน และอาจจะรวมถึงข้อจำกัดทางภาครัฐด้วย ไปยังผู้บริโภค (ผู้รับสาร) ที่ได้รับผลกระทบผ่านทางวัฒนธรรม/สังคม เพื่อให้ผู้บริโภคได้ตัดสินใจซื้อสินค้านั้นๆ กรอบการยอมรับโฆษณาประกอบด้วย ชุมชน การเผยแพร่ มาตรฐาน กรอบการกำกับดูแลตามกฎหมายและตนเอง และการปฏิบัติตามอุตสาหกรรม จะมีความสัมพันธ์กับการโฆษณาโดยตรง ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคจะ 2 ส่วน คือ
          1.ความแตกต่างในการตอบสนองต่อกรอบข้อความโฆษณา ได้แก่ อารมณ์ (ยินดี, สบาย, เอาใจใส่) ความรู้ความเข้าใจ (โฆษณา, ตราสินค้า) ทัศนคติ (โฆษณา, ตราสินค้า)
          2. การไม่ยืนยัน ที่ส่งผลต่อความพึงพอใจ/ไม่พึงพอใจ










จากรูป อธิบายได้ว่า ตัวแปร Social surrounding , Temporal Perspective , Task Definition , Physical Surrounding 
มีผลต่อ Price promotion โดยกำหนดให้ Ethnic Groups เป็น (Moderator) ตัวแปรกลาง  โดยที่
 H1  Price promotion  exerts a significant effect on  perceived food quality.
 H2 Price promotion  exerts a significant effect on  perceived service quality.
 H3  Perceived food quality exerts a significant effect on  satisfaction.
 H4  Perceived service quality exerts a significant effect on  satisfaction.
 H5 Price promotion  exerts a significant effect on satisfaction.
 H6 Satisfaction exerts a significant effect on repeat –purchase intensions.
 H7 Price promotion  exerts a significant effect on repeat –purchase intensions.











จากรูป อธิบายได้ว่า การส่งเสริมการขาย(Promotion) และแบรนด์(Brand) ส่งผลทางอ้อมไปยังการตัดสินใจซื้อ(Purchase Intention) โดยผ่านการรับรู้คุณค่าของสินค้า(Perceived Value) และภาพลักษณ์ของร้านค้า(Store Image) ส่วนตัวแปรที่ส่งผลต่อการส่งเสริมการขาย(Promotion)ได้แก่ การเลือกแบรนด์(Brand Choice Models) การสร้างตราสินค้า(Branding) ลักษณะของภูมิภาค(Sector Characteristics) ลักษณะของร้านค้า(Firm Characteristics) ลักษณะความสามารถในการแข่งขันและความต้องการ(Competitive & Demand Characteristics) ด้านประโยชน์(Utilitarian) และด้านความชอบส่วนบุคคล(Hedonic)











จากรูป อธิบายได้ว่า พนักงานขายส่งผลต่อระบบงานขององค์กร ส่งผลต่อการติดต่อสื่อสารกับบุคลคลต่างๆ และส่งผลต่อการเสียโอกาสจากการขาย และพนักงานขายเองมี ผลซึ่งกันและกันกับระบบการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลการขายในองค์กร ที่ประกอบด้วย ขั้นตอนการกำหนดกฎเกณฑ์ กระบวนการอนุมัติ การตอบสนองอย่างอัตโนมัติ กระบวนการเพื่อการขาย การกระตุ้นชักชวนลูกค้ากระบวนการตรวจสอบ ระดับสูงสุดที่ต้องการ ขั้นตอนการทำงานที่จะต้องมีการประกาศในองค์กรและให้มีผลบังคับใช้กับบุคลากรด้วย
                        ในขณะเดียวกันพนักงานขายก็มีผลต่อผู้ดูแลระบบการขายและส่งผลเป็นทอดๆต่อไปยังผู้ดูแลระบบการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าที่จะไปสู่การตัดสินใจของผู้บริหารระบบการจัดการในการแก้ปัญหา และผู้อำนวยการใหญ่ที่มีอำนาจในการขับเคลื่อนทิศทางขององค์กร โดยผู้บริหารการจัดการจะมีผลต่อเป้าประสงค์ขององค์กรที่จะบริหารงานสารสนเทศเชิงบูรณาการ ซึ่งมีตัวแปรสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน 4 ตัวแปร ได้แก่การรับรองความถูกต้อง การจัดทำตารางเวลา การจัดทำตารางวางแผนและเว็บไซต์ ที่ลูกค้าสามารถใช้บริการได้จาก เว็บไซต์ โทรศัพท์มือถือ และFace book ได้ต่อไป










จากรูป อธิบายได้ว่า เป็นช่องทางการกระจายสินค้า โดยเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จากในโมเดลเพื่อให้เห็นความชัดเจนยิ่งขึ้นจึงยกตัวอย่าง ผลไม้กีวี่ ที่เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตลูกกีวี่ลงบรรจุภัณฑ์ส่งต่อไปยังบริษัท เอ(สำนักงานใหญ่) ลงไปบริษัท เอ (สาขา) ส่งไปยังศูนย์การกระจายสินค้า โดยอาจจะมีตัวแปรแทรกคือกระบวนการการขนส่งและค้าปลีก จากนั้นส่งต่อไปยังผู้ค้าส่งลงไปที่ตลาดจนถึงผูบริโภคขั้นสุดท้าย









จากรูป อธิบายได้ว่า ปัจจัยเชิงโครงสร้างหลักที่ส่งผลกระทบต่อความสะดวกสบายในการค้นหาข้อมูล(Convenience) และความสามารถในการเข้าถึงสินค้าของผู้บริโภค (Accessibility) นั้นล้วนแล้วแต่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อมตามลำดับจากพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยี (Technological Development) นอกจากนั้นเรายังสามารถทดสอบถึงนัยสำคัญของผลกระทบจากตัวแปรหนึ่งสู่อีกตัวแปรหนึ่งได้โดยการทดสอบสมมติฐาน H1- H5 ดังที่ได้แสดงในรูปข้างบน











จากรูป อธิบายได้ว่า การวางแผนผลิตภัณฑ์ใหม่ เริ่มจากปัจจัยเทคนิค (Technological factors)และไม่ใช่เทคนิค (Non technological factors) และความพึงพอใจของลูกค้าที่แตกต่างกัน(Reflecting heterogeneous Consumers preference) นำไปสู่การออกแบบ ข้อมูลรายละเอียด ทรัพยากรที่ใช้ สู่การแข่งขันและทางเลือกอื่น ความยืดหยุ่นของผลิตภัณฑ์ ความหลากหลาย ขั้นตอนสุดท้ายคือการเลือกตัวแทน ต้องดูความรู้ของตัวแทนและพฤติกรรม และตัวแทนจะนำสินค้าผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดต่อไป










จากรูป อธิบายได้ว่า ปัจจัยภายในองค์กร(Internal Factor) ปัจจัยภายนอกองค์กร(External Factor) กระบวนการสร้างการยอมรับผลิตภัณฑ์ใหม่(Consumer Adoption Process) และกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่(New Product Development) ส่งผมต่อความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ใหม่(Success new product)










จากรูป อธิบายได้ว่า  การวางแผนกลยุทธ์การตลาดสำหรับการให้บริการในรูปแบบ E-Banking ของธุรกิจธนาคาร จะต้องมีการวิเคราะห์ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมทางการตลาด ซึ่งประกอบไปด้วย
สภาพแวดล้อมมหภาค จะต้องวิเคราะห์ปัจจัยดังนี้
1. ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ
2. ปัจจัยด้านกฏระเบียบข้อบังคับ
3. ปัจจัยด้านสังคมวัฒนธรรม
4. ปัจจัยด้านเทคโนโลยี
สภาพแวดล้อมจุลภาค จะต้องวิเคราะห์ปัจจัยดังนี้
1.    ปัจจัยด้านการแข่งขัน
2.    ปัจจัยด้านลักษณะของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
3.    ปัจจัยด้านขนาดของตลาด
4.    ปัจจัยด้านผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
                 และในขณะเดียวกันองค์กรจะต้องมีการสร้างองค์ความรู้ด้านกลยุทธ์ให้ภายในองค์กรได้รับรู้และสามารถนำไปปฏิบัติได้ ซึ่งจะต้องมีการกำหนดกลยุทธ์คือ
1.    สร้างการรับรู้กลยุทธ์ภายในองค์กร
2.    สร้างการรับรู้กลยุทธ์ภายนอกองค์กร
เมื่อองค์กรวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั้งหมดแล้วจึงนำมากำหนดเป็นกลยุทธ์ด้านการตลาดให้กับองค์กร ดังนี้
  
กลยุทธ์สำหรับใช้ในการดำเนินงานการให้บริการระบบ E-Banking ประกอบไปด้วย
1.    การมีระบบฐานข้อมูลออนไลน์ที่มีมาตรฐาน
2.    มีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ดี
3.    มีระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม
4.    มีคุณภาพอินเทอร์เน็ต
5.    มีกฏระเบียบข้อบังคับในการดำเนินงานของภารรัฐ
กลยุทธ์สำหรับใช้ในการดำเนินงานภายในองค์กร ประกอบไปด้วย
             1.    องค์กรต้องมีการเปิดกว้างและทดลอง
             2.    องค์กรต้องมีความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการ
             3.    องค์กรต้องมีมุมมองที่ดี
             4.    องค์กรต้องมีการถ่ายโอนองค์ความรู้
             5.    องค์กรต้องมีการบริหารจัดการที่ดี
             6.    องค์กรต้องมีรูปแบบในการดำเนินงาน
             7.    องค์กรต้องมีโปรแกรมในการดำเนินงาน
             8.    องค์กรต้องมีระบบป้องกันในการดำเนินงาน

                 เมื่อองค์กรมีการวางแผนกลยุทธ์การตลาดในการดำเนินงานที่ดีแล้วย่อมนำไปสู่ผลการดำเนินงานที่ดีกลับสู่องค์กร ดังนี้
1.     ความสามารถด้านการตลาด
2.     ความสามารถด้านเทคโนโลยี
3.     ความสามารถในด้านการบูรณาการ
4.     ผลกำไร
5.     ยอดขาย
6.     อัตราผลตอบแทน
7.     ส่วนแบ่งทางการตลาด
8.     ความไว้วางใจและการให้การสนับสนุน











จากรูป อธิบายได้ว่า เป็นการรวม Model  เรื่องผลกระทบที่ทำให้เกิดการกำหนดกลยุทธ์การตลาด เรื่องกลยุทธ์การตลาดสินค้าที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมองค์กร และเรื่องความไม่แน่นอนของการตลาด จะเห็นได้ว่า ผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมภายในส่งผลต่อการกำหนดกลยุทธ์และกลยุทธ์สู่การปฏิบัติซึ่งมีความสัมพันธ์กัน ความไม่แน่นอนทางการตลาดทำให้ต้องมีการกำหนดกลยุทธ์ฉุกเฉิน  และนำไปสู่กลยุทธ์ที่เหมาะสมกับองค์กร   ทั้งนี้ต้องมีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมองค์กรด้วย  และสุดท้ายนำไปสู่การประเมินผลการดำเนินงานขององค์กร   3  ด้าน คือ  
          1. ด้านกลยุทธ์ทางการตลาด   
          2. ด้านความพึงพอใจของลูกค้า    
          3. ด้านการเงิน











จากรูป อธิบายได้ว่า ในการดำเนินงานทางด้านการทำสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ออนไลน์นั้น เจ้าของธุรกิจต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมทางด้านกฎหมาย(Regulatory Environment) และด้านสังคมวัฒนธรรม(Social Environment) เป็นสิ่งแรก ซึ่งจะเป็นตัวที่ส่งผลต่อข้อบังคับใช้ต่างๆทั้งจากภายนอกองค์กรและภายในองค์กรรวมถึงเป็นตัวกำหนดทัศนะคติที่มีต่อภาพลักษณ์(Brand Image Attitude Communication) และทั้งสองส่วนนี้จะส่งผลมาที่การเลือกใช้วัตถุดิบในการทำโฆษณา(Advertising Input) อาทิ ข้อความในคอนเทนต์ ตารางการเผยแพร่ ความซ้ำในการเผยแพร่
โดยเมือข้อมูลหรือผลงานนั้นๆถูกส่งไปยังผู้รับแล้ว ตัวกรองสำคัญคือแรงจูงใจและความสามารถต่อการเข้าใจของทางผู้ชม หากผู้ชมสามารถเข้าใจและมาความรู้สึกคล้อยตามหรือคอนเทนต์นั้นมีความเกี่ยวข้องกับผู้ชมแล้ว จึงส่งผลต่อการรับรู้และก่อให้เกิดประสบการณ์หรือภาพจำ และสร้างเป็นประโยชน์ที่เกิดจากการรับชมในด้านต่างๆ เมื่อถึงขั้นนี้ผู้ชมจะมีการปฏิสัมพันธ์ต่อชุมชนออนไลน์ของแบรนด์นั้นๆ ส่งผลให้เกิดความเชื่อถึงต่อแบรนด์ทำให้เกิดการผูกติดกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ หรือแม้แต่ทำให้ผู้ชมตัดสินใจกลับไปซื้อสินค้านั้นซ้ำอีกแล้วจึงเกิดเป็นการผูกมัดกับตราสัญลักษณ์ได้เช่นกัน










จากรูป อธิบายได้ว่าเป็น Decision Support Systems Model ซึ่งประกอบด้วย
     1.โมเดลระบบสนับสนุนการตัดสินใจ
     2.ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ประกอบด้วย 3 ตัวแปร คือ ระบบควบคุม ห่วงโซ่อุปทาน พฤติกรรมผู้บริโภคหลังการซื้อ ซึ่งทั้ง  3 ตัวแปรนี้ส่งผลต่อระบบสนับสนุนการตัดสินใจ
     3.ระบบควบคุม ประกอบด้วยตัวชี้วัด ดังนี้ การจัดการข้อมูล การจัดการสารสนเทศ การจัดการรายงาน
     4.ห่วงโซ่อุปทาน ประกอบด้วยตัวชี้วัด ทิศทาง การคำนวณ การประเมิน
     5.พฤติกรรมผู้บริโภคหลังการซื้อ ประกอบด้วยตัวชี้วัด การรับรู้ความต้องการ ความซับซ้อน การรับรู้ประโยชน์
    6.ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ตัวชี้วัด ความพึงพอใจ การมีส่วนร่วม ผู้บริจาคหรือผู้รับประโยชน์
    7.ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ส่งผลต่อผลลัพธ์ ประกอบด้วยตัวชี้วัด รายได้ การใช้ประโยชน์จากรายงาน ความสำเร็จในการปฏิบัติการ